วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การตลาด การจัดการ และการส่ง่งเสริมการตลาด


นี่คือพลานุภาพของการตลาด สำหรับการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ก็เช่นเดียวกัน ต้อง
อาศัยพลานุภาพของการตลาด เข้ามาช่วยในการจัดการและส่งเสริมการตลาด ซึ่งวิธีการดำเนินงาน
ให้บรรลุเป้าประสงค์ดังกล่าว ก็ยังอาศัยองค์ประกอบการตลาดแบบดั้งเดิม คือ 4 P ได้แก่ Product ,
Price , Place และ Promotion บวกกับ องค์ประกอบการตลาดใหม่อีก 2 P ที่เกิดจากความสามารถ
พิเศษของเทคโนโลยีสารสนเทศ นั่นคือ Personalization และ Privacy ซึ่งรายละเอียดต่างๆของ 6 P
จะเกี่ยวข้องกับส่งเสริมทางการตลาดในการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างไรนั้น สามารถสรุปได้
ดังนี้ ส่วนผสมทางการตลาด 6 P
1.ผลิตภัณฑ์ (Product)
อย่าลืมว่า การค้าแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นการค้าที่ผู้ขายเสนอสินค้า โดยให้ข้อมูล
ต่างๆที่เกี่ยวข้องผ่านทางเว็บไซต์เท่านั้น ผู้ซื้อไม่สามารถที่จะจับต้องหรือทดลองใช้สินค้าได้เลย
การที่จะทำให้ผู้ซื้อเชื่อมั่นและกล้าตัดสินใจซื้อ สินค้าจากเว็บไซต์ก็คือ การคัดเลือกสินค้า ที่
สามารถสนองตอบความต้องการกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และสร้างความน่าเชื่อถือและจดจำในตัว
สินค้าเราโดยการสร้างแบรนด์ (ตราสินค้า) สำหรับข้อพิจารณาในการเลือกสินค้าเสนอขาย
สามารถแบ่งได้ 2 รูปแบบ
1.1 สินค้าทั่วไป ซึ่งควรเลือกสินค้าที่มีจุดเด่น จุดแข็งกว่า สินค้าที่มีขายอยู่ทั่วไป เพราะ
หากสินค้านั้นสามารถหาซื้อได้สะดวกตามร้านค้าปลีกทั่วไป หรือ สินค้าเรามีราคา
เท่ากับช่องทางปกติอยู่แล้ว สินค้าเหล่านี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่คนต้องไปซื้อบน
อินเทอร์เน็ต ที่ต้องเสียค่าขนส่งและต้องรอคอยรับสินค้าอีกด้วย ซึ่งจุดเด่นดังกล่าว
อาจจะเป็น ราคาที่ถูกกว่า , การบริการที่ดีกว่า , คุณภาพที่ดีกว่า เป็นต้น
1.2 สินค้าที่มีลักษณะเฉพาะและไม่มีขายทั่วไปในช่องทางปกติ สินค้าไทยหลายอย่าง ที่
สามารถเป็นสินค้าเฉพาะได้ ยกตัวอย่าง สินค้าเกษตรแปรรูปสินค้า เช่น ปลาร้าก้อน ,
สินค้าที่ทำจากสมุนไพร เช่น แชมพู เครื่องสำอาง , สินค้าหัตถกรรม เช่น ไม้แกะสลัก
เป็นต้น นอกจากนี้ สินค้าเฉพาะควรมีความแปลกใหม่ ทั้ง การออกแบบ และ
ประโยชน์ใช้สอย ตรงตามความต้องการของตลาด
สำหรับการสร้างตราสินค้าให้กับผลิตภัณฑ์ ก็เป็นสิ่งสำคัญ ในการทำให้ผู้บริโภคจดจำ
สินค้าและ หากสินค้าเรามีคุณภาพดีและถูกใจผู้บริโภคแล้ว ก็จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้า
สามารถสร้างความจงรักภักดีในตราสินค้า (Brand Loyalty) และสร้างความน่าเชื่อถือในตัวสินค้า
ทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นและกล้าสั่งซื้อสินค้าของเราผ่านทางเว็บไซต์ได้
การสร้างแบรนด์ (ตราสินค้า) ต้องเริ่มต้น จากคุณภาพสินค้า ต้องดีและถูกใจผู้บริโภค(กลุ่ม
ลูกค้าเป้าหมาย) จากนั้นตั้งชื่อตราสินค้า ให้สอดคล้องกับสินค้าของเรา จดจำง่าย มีความทันสมัย
หลังจากนั้นต้องประชาสัมพันธ์และโฆษณา ให้คนรู้จัก จดจำและ ลองใช้สินค้าแบรนด์ของเรา
ข้อสังเกต : เราสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้ซื้อทางอินเทอร์เน็ตได้ โดยการส่ง
สินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์ที่มีความสวยงาม แข็งแรง เพื่อให้ผู้ซื้อได้รับสินค้าที่มีสภาพสมบูรณ์ 100 %
ซึ่งจะเป็นการสร้างความพึงพอใจ ความเชื่อมั่น ในตัวผู้ขายอีกด้วย
2.ราคา (Price)
องค์ประกอบส่วนหนึ่งของการตัดสินใจซื้อคือเรื่อง “ราคา” โดยเฉพาะกรณีการค้าแบบ Bto-
C สินค้าที่ขายบนเว็บไซต์นั้น ผู้ซื้อต้องจ่ายค่าขนส่ง และภาษีนำเข้าของสินค้าบางประเภทด้วย
ดังนั้น การตั้งราคาขายสินค้า ผู้ประกอบการจักต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ด้วย ถ้านำสินค้าราคาถูกมา
ขาย แต่ผู้ซื้อจ่ายค่าขนส่งแพง บางครั้งเขาก็รู้สึกไม่คุ้มและจะไม่สนใจซื้อสินค้าจากเรา เช่นเสนอ
ขายสินค้าเซรามิคให้กับลูกค้าสหรัฐอเมริกา ในราคา 500 บาทซึ่งถูกกว่าราคาปกติ 50 % แต่ค่า
ขนส่งสินค้า 1 กิโลกรัมไปสหรัฐอเมริกา ประมาณ 1,000 บาท ซึ่งเมื่อรวมราคากับค่าขนส่งแล้ว ผู้
ซื้ออาจตัดสินใจไม่ซื้อก็ได้ เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการตั้งราคาของสินค้าทั่วไปนั้น จะต้อง
คำนึงถึงค่าขนส่งด้วย โดยจะต้องคำนวณว่า สินค้าของเราเมื่อรวมกับค่าขนส่งแล้ว เป็นราคาที่กลุ่ม
ลูกค้าเป้าหมายยอมรับได้ นอกจากนี้ในการขายสินค้าบางชนิด เช่นเครื่องประดับที่มีขนาดเล็กและ
น้ำหนักเบา อาจทำให้ต้นทุนค่าขนส่งสูง เพราะมีการคำนวณน้ำหนักขั้นต่ำในการส่ง (ขั้นต่ำ 500
กรัม) ดังนั้นผู้ขายอาจนำเสนอสินค้าเครื่องประดับเป็นชุด เช่น แหวนพร้อมตุ้มหู เป็นต้น ซึ่งจะทำ
ให้ประหยัดค่าขนส่ง ทำให้ผู้ซื้อมีความรู้สึกว่าราคาไม่สูงนัก และทำให้สามารถขายได้ในปริมาณที่
มากขึ้นด้วย

ข้อสังเกต :
1. การตั้งราคาสินค้าบนอินเทอร์เน็ต ต้องหมั่นดูเว็บไซต์ของคู่แข่งด้วย เนื่องจาก ผู้ซื้อทาง
อินเทอร์เน็ต มีอิสระในการเลือกดูข้อมูลสินค้าในหลายๆเว็บไซต์ เพื่อเปรียบเทียบ ราคา คุณภาพ
และข้อเสนอต่างๆ ก่อนการตัดสินใจซื้อ ดังนั้นผู้ขายจะต้องปรับตัวตลอดเวลา มิฉะนั้นแล้ว
2. กรณี การส่งสินค้าในการค้า B-to-C นั้น จะใช้บริการขนส่ง จากผู้ให้บริการที่มีเครือข่าย
การขนส่งทั่วโลก โดยผู้ให้บริการแต่ละราย จะมีอัตราการให้บริการแตกต่างกันไป ปัจจุบันการค้า
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในไทยที่ใช้บริการขนส่งกันมาก คือ DHL
(www.dhl.co.th/local/index.html) , Fedex (www.fedex.com/th)และ
Citylinkexpress(www.citylinkexpress.com) และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
(www.thailandpost.com) แต่อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการใช้บริการจากผู้ให้บริการ ecommerce
แล้ว ทางผู้ให้บริการดังกล่าวจะเป็นผู้ดำเนินการในส่วนนี้ให้อยู่แล้ว สำหรับหลักเกณฑ์
ทั่วไปของผู้ให้บริการขนส่ง สรุปได้ดังนี้
• ผู้ให้บริการ จะส่งสินค้าทั้งในและต่างประเทศ โดยมีหน่วยบริการรับ – ส่งสินค้าด่วน
กระจายตามพื้นที่ต่างๆ พร้อมกับจัดเจ้าหน้าที่ไปรับสินค้า ณ จุดของผู้รับบริการ
• กรณีส่งออก ผู้ให้บริการ ดำเนินการตรวจสอบพัสดุภัณฑ์ทุกชิ้นให้ได้รับมาตรฐานการ
บรรจุหีบห่อก่อนการดำเนินการส่งออกทุกครั้ง
• กรณีส่งออก ผู้ให้บริการ จะตรวจสอบเอกสารที่จำเป็นสำหรับการส่งออกเพื่อหลีกเลี่ยง
ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับศุลกากรประเทศปลายทาง (ผู้ส่งออกต้องกรอกใบนำส่งสินค้า ให้
ละเอียดที่สุด เพราะจะเป็นใบเบิกทางที่ทำให้สินค้า ถึงปลายทางเร็วที่สุด และช่วยบอกให้
ศุลกากรทราบว่า มีอะไรอยู่ในหีบห่อพัสดุภัณฑ์)
• อัตราค่าขนส่ง ขึ้นอยู่กับระยะทาง และน้ำหนัก ซึ่งน้ำหนักขั้นต่ำในการขนส่งคือ 500 กรัม
ซึ่งในแต่ละเว็บไซต์ของผู้ให้บริการขนส่ง มีบริการคิดค่าขนส่งอัตโนมัติ เพียงแต่ใส่ข้อมูล
ของ น้ำหนัก ปริมาตร (กว้าง X สูง X ยาว) และจุดหมายปลายทางที่จัดส่ง ยกตัวอย่างเช่น
ส่งสินค้าไปประเทศ อังกฤษ น้ำหนักระหว่าง 0.5 – 1 กิโลกรัม ค่าขนส่งเป็นเงิน 1,320
บาท เป็นต้น แต่ถ้าเป็นสินค้าขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักเบา ทางบริษัทจะคิดค่าขนส่ง โดยเรียก
เก็บเงินตามน้ำหนักที่วัดจากปริมาตรของสินค้านั้น ซึ่งน้ำหนักตามปริมาตรสินค้า สามารถ
คำนวนได้จาก (ความกว้าง X ความยาว X ความสูง) ลูกบาศก์เมตร X 167 ตัวอย่าง สินค้า
มีปริมาตร กว้าง 0.5 เมตร ยาว 0.4 เมตร สูง 0.23 เมตร ดังนั้นคิดน้ำหนักตามปริมาตรสินค้า
เท่ากับ 0.5 X 0.4 X 0.23 X 167 = 7.682 กิโลกรัม คิดเป็นน้ำหนัก = 8 กิโลกรัม เป็นต้น
• ผู้ให้บริการขนส่ง มีบริการลูกค้าในการติดตาม ประสานงาน และแก้ปัญหา เมื่อใดที่
ขั้นตอนการส่งเกิดปัญหา จนกว่าสินค้าของท่านจะถึงมือผู้รับปลายทาง
3.ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place)
การหาทำเลการค้าที่ดีเป็นองค์ประกอบหนึ่ง ที่สามารถตัดสินได้ว่าธุรกิจจะมีโอกาส
ประสบความสำเร็จหรือไม่ ถ้าหากเป็นการค้าแบบปกติ ทำเลการค้าที่ดีจะต้องเป็นสถานที่มีความ
คึกคักของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจำนวนมาก เช่นถ้าจะขายเสื้อผ้าวัยรุ่น ก็ต้องไปขายที่ เซนเตอร์พอยด์
สยามสแควร์ เป็นต้น
ถ้าเป็นการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การหาทำเลก็คล้ายกับการตั้งชื่อร้านค้าหรือชื่อ
เว็บไซต์ ที่ศัพท์ทางอินเทอร์เน็ตเรียกว่า โดเมนเนม (Domain Name) ในทางอินเทอร์เน็ตนั้นไม่มี
ข้อจำกัดทางกายภาพ ดังนั้นทำเลการค้าทางอินเทอร์เน็ตจึงไม่ได้หมายถึงที่ตั้งของร้าน ร้านค้าอาจ
ใส่ข้อมูลสินค้าบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ที่ไทย อเมริกา หรือ อินเดีย ได้ โดยลูกค้าไม่ได้สนใจ
มากนัก และส่วนใหญ่แล้วไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของร้านค้าอยู่ที่ประเทศใด แต่
ลูกค้าเข้าสู่ร้านค้าโดยจดจำชื่อเว็บไซต์เท่านั้น เช่น amazon.com หรือ dell.com ชื่อร้านค้าเหล่านี้
เปรียบเสมือนตราสินค้า (การสร้างแบรนด์ของเว็บไซต์) และชื่อเหล่านี้เป็นทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด
บนโลกอินเทอร์เน็ต ไม่สามารถมีชื่อซ้ำกันได้
ทำไมชื่อเว็บไซต์ (โดเมนเนม) ถึงมีความสำคัญในการค้าขายทางอินเทอร์เน็ต เหตุผลก็คือ
ชื่อเว็บไซต์เป็นด่านแรก ที่ผู้ซื้อ จะรู้จัก ถ้าผู้ซื้อไม่รู้จัก ก็จะไม่เข้ามาดูสินค้าในเว็บไซต์ ปัญหา
สำคัญของการค้าขายทางอินเทอร์เน็ตคือ ทำอย่างไรให้มีคนหรือกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย มาชมเว็บไซต์
มากๆ เพราะนั่นหมายถึง โอกาสที่จะขายสินค้า ก็มากขึ้นตามด้วย ดังนั้นชื่อเว็บไซต์ที่คนจดจำง่าย
มีความมั่นใจในคุณภาพการให้บริการของเว็บไซต์นั้นๆ ก็จะเป็นตราสินค้า ที่สามารถเพิ่มมูลค่า
ทางการตลาดได้มหาศาล นอกจากนี้ชื่อเว็บไซต์บางชื่อก็เป็นที่ต้องการ เหตุผลคือ บางครั้งลูกค้า
อาจใช้วิธีเดาชื่อร้านจากคำที่เขาคุ้นเคยเกี่ยวกับสินค้าประเภทนั้นเช่นชื่อ wallstreet.com เหมาะกับ
ไซต์ทางด้านการเงิน ชื่อ sex.com เหมาะกับไซต์รูปโป๊ เว็บไซต์ flowers.com เป็นร้านขายดอกไม้
ซึ่งเจ้าของร้านเหล่านี้ไม่ต้องทำการโฆษณาเว็บไซต์ของตนมากก็สามารถได้ลูกค้าที่ลองสุ่มเข้ามา
ตามชื่อ ดังนั้นชื่อ เว็บไซต์เหล่านี้มีการซื้อขายกันในตลาดค่อนข้างสูง
4. การส่งเสริมการขาย (Promotion)
การเปิดเว็บไซต์ ก็เหมือนการเปิดร้านค้าแห่งหนึ่งขึ้น จำเป็นต้องมี การส่งเสริมการขาย
โดยมุ่งหวังที่จะให้ผู้ซื้อ ได้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ เข้ามาเลือกดูและตัดสินใจซื้อสินค้าซึ่งทำให้
ยอดขายสูงขึ้น ซึ่งการส่งเสริมการขายทางอินเทอร์เน็ต แบ่งได้ 2 รูปแบบดังนี้
4.1 การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายรู้จัก
รายละเอียดการโฆษณาให้เว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จัก สามารถใช้สื่อการโฆษณา ที่ใช้กันอยู่ใน
ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์ โฆษณาทางวิทยุ โทรทัศน์ แผ่นป้ายโฆษณา และสื่ออื่นๆที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งขึ้นอยู่กับ ผู้ขายจะต้องพิจารณาเองว่าจะใช้สื่อไหนที่ เหมาะสมและคุ้มทุนมากที่สุด ซึ่งเทคนิค
การโฆษณาและประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จัก สามารถสรุปได้ดังนี้
􀂃 การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ในสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ นิตยสาร แผ่น
พับ ป้ายโฆษณา งานแสดงสินค้าเป็นต้น
􀂃 การติดชื่อเว็บไซต์ที่ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่นสลากสินค้า บรรจุภัณฑ์ ใบเสร็จรับเงิน
เป็นต้น
􀂃 การติดชื่อเว็บไซต์ในนามบัตรของบริษัท
􀂃 การขอแลกลิงก์ (Link) กับเว็บไซต์ของภาครัฐฯและภาคเอกชน
􀂃 วิธีการประชาสัมพันธ์เว็บอีกวิธีหนึ่งซึ่งได้ผลดีก็คือการลงทะเบียนในเว็บไซต์เครื่องมือ
ค้นหา เช่น yahoo.com, google.com เป็นต้น
􀂃 การโฆษณาทางอินเทอร์เน็ต (Banner Advertising) เป็นสื่อใหม่ทางไอทีด้วย ซึ่ง
รายละเอียดของสื่อนี้ สามารถสรุปได้ดังนี้
􀂃 รูปแบบการโฆษณาทางอินเทอร์เน็ตที่ใช้กันทั่วไป คือ ป้ายโฆษณาบนเว็บไซต์ (Banner
Advertising) มีลักษณะคล้ายสื่อสิ่งพิมพ์ แต่จะแสดงบนเว็บไซต์อื่น (เว็บไซต์ที่ดังๆที่มีคน
เข้าไปดูจำนวนมากๆ ซึ่งเป็นเว็บชุมชน เช่น เว็บไซต์sanook.com เป็นต้น)
􀂃 การคิดค่าใช้จ่าย จะเก็บตามจำนวนครั้งที่แสดงโฆษณา โดยนับเป็นจำนวนหลักพันครั้ง หรือ
ที่เรียกว่า CPM ซึ่งมาจากคำว่า Cost Per Thousand Impressions
􀂃 ขนาดป้ายโฆษณาบนเว็บไซต์ (Banner Advertising) มีหลายรูปแบบ ซึ่งขนาดของแบน
เนอร์ ที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือขนาดใหญ่ เรียกกันทั่วไปว่า Full Banner (468 x 60 pixels)
5. การให้บริการแบบเจาะจง (Personalization)
ด้วยความสามารถพิเศษของ เทคโนโลยีสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ต สามารถที่ทำให้
เว็บไซต์ที่ขายสินค้า สามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมการสั่งซื้อ ของลูกค้าแต่ละคนได้ ซึ่งสามารถ
พัฒนารูปแบบการให้บริการแบบเจาะจงกับลูกค้าแต่ละราย ตัวอย่างเช่น หากเราเคยซื้อหนังสือจาก
เว็บไซต์ Amazon.com เมื่อเราเข้ามาที่เวบไซต์นี้อีกครั้งหนึ่งจะมีข้อความต้อนรับ โดยแสดงชื่อเรา
ขึ้นมา พร้อมรายการหนังสือที่เว็บไซต์แนะนำ ซึ่งเมื่อดูรายละเอียดจะพบว่าเป็นหนังสือในแนว
เดียวกับที่เราเคยซื้อครั้งที่แล้ว เมื่อเราสั่งซื้อหนังสือใด เว็บไซต์ก็จะทำการแนะนำต่อไปว่าผู้ที่สั่งซื้อ
หนังสือเล่มนี้ มักจะสั่งซื้อสินค้าต่อไปนี้ด้วย พร้อมแสดงรายการหนังสือหรือสินค้าแนะนำ เป็นการ
สร้างโอกาสการขายตลอด เป็นต้น จะเห็นได้ว่าด้วยความช่วยเหลือของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต
สามารถที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเชื่อม
ความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าได้ สามารถที่ดำเนินกิจกรรมใดๆที่สนองต่อความต้องการของลูกค้า ซึ่ง
เป็นการบริการแบบเฉพาะเจาะจงได้ นอกจากนี้ระบบนี้ยังช่วยให้ร้านค้าสามารถเก็บข้อมูลการซื้อ
สินค้าของลูกค้าทุกรายและใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทจัดการข้อมูล (Data Mining) ทำการ
วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ในการซื้อสินค้าและพฤติกรรมของลูกค้า ซึ่งทำให้สามารถพิจารณาเลือก
รูปแบบการเสนอขายสินค้าแบบอื่นๆ ให้กับลูกค้า เช่น หลังจากลูกค้าได้สั่งซื้อสินค้าหนังสือ Harry
Porter เล่ม 1 แล้ว กำลังอยู่ในขั้นตอนของการกรอกบัตรเครดิต เว็บไซต์ก็จะขึ้น POP-UP (หน้า
เว็บไซต์แทรก) เสนอรายการสินค้าอื่นๆที่ลูกค้าเคยสั่งซื้อ (จากฐานข้อมูลลูกค้าที่เก็บไว้) อาจทำให้
ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าเพิ่ม แบบนี้เราเรียกว่า Cross Selling แต่ถ้าขึ้น POP-UP เสนอขายสินค้า
เป็นชุด เช่นเสนอขายหนังสือ Harry Porter เล่ม 1 และ 2 รวมกันในราคาพิเศษ แบบนี้เราเรียกว่า Up
Selling ซึ่งไม่ว่าจะใช้วิธีการไหนก็ตาม ก็เป็นผลจากการที่ให้บริการเฉพาะเจาะจงแก่ลูกค้าเฉพาะ
ราย ซึ่งจะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้
แต่อย่างไรก็ดี การใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในการเก็บข้อมูลลูกค้า ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
นั้น ต้องมีค่าใช้จ่ายลงทุนในระบบดังกล่าวด้วย (ราคาจะขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของระบบ) สำหรับ
SMEs ไทยที่ทำการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อาจยังไม่มีความพร้อมในการลงทุนระบบดังกล่าว
สามารถใช้แนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้ได้ เช่น เปิดรับสมาชิก ซึ่งจะมีส่วนลดในการสั่งซื้อสินค้า
จากนั้นพยายามเก็บข้อมูลการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้า และหากมีการสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า อาจใช้วิธี
อีเมล์หรือโทรศัพท์ เพื่อเสนอขายสินค้าอื่นๆไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ Up Selling หรือ Cross Selling ซึ่ง
จะช่วยเพิ่มยอดขายให้สูงขึ้น
6. การรักษาความเป็นส่วนตัว (Privacy)
จากประโยชน์ของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ที่สามารถทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลต่างๆของ
ลูกค้า ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์เราแล้ว ซึ่งส่งผลให้เราสามารถให้บริการแบบเฉพาะเจาะจงได้ และ
สามารถพัฒนาการค้า การขายได้นั้น แต่ก็คงเป็นเรื่องไม่ดีแน่ ถ้าข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าซึ่งให้ไว้กับ
เว็บไซต์ถูกเผยแพร่โดยที่ลูกค้าไม่อนุญาต ข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงในเรื่องของข้อมูลอัน
เป็นความลับเช่นหมายเลขบัตรเครดิตเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงข้อมูลอื่นๆ เช่นที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์
หรือ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เช่นนำที่อยู่ของลูกค้าที่ระบบเก็บไว้ไปขายต่อให้กับบริษัทการตลาด
เป็นต้น ดังนั้นการรักษาความเป็นส่วนตัวของลูกค้า จะเป็นการสร้างความมั่นใจในการติดต่อซื้อ
ขาย ระหว่างกัน ซึ่งผู้ดูแลเว็บไซต์จำเป็นต้องสร้างระบบรักษาความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ว่าข้อมูล
เหล่านี้จะไม่ถูกโจรกรรมออกไปได้ ในส่วนตัวผู้ขายเองนั้นก็จะต้องระบุนโยบายเกี่ยวกับการรักษา
ความเป็นส่วนตัวของลูกค้า หรือ Privacy Policy ให้ชัดเจนบนเว็บไซต์และปฏิบัติตามกฎนั้นอย่าง
เคร่งครัด
ปัจจุบันนี้หลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยกำลังร่างกฎหมายเกี่ยวกับการรักษาความเป็น
ส่วนตัวอยู่ ซึ่งจะมีการกำหนดบทลงโทษหากมีการนำข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าไปใช้โดยไม่ได้รับ
อนุญาติ อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้กลุ่มผู้พัฒนาเวบไซต์รายใหญ่ได้รวมตัวกันตั้งองค์กรไม่แสวงกำไร
ชื่อ TRUSTe ขึ้นมาเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าชมเวบไซต์ โดยหน้าที่ขององค์กรนี้คือดูแลให้
เจ้าของเวบไซต์ปฏิบัติตามนโยบายรักษาความเป็นส่วนตัวตามที่ประกาศไว้ เว็บไซต์ที่ผ่านการ
ตรวจสอบจาก TRUSTe จะได้รับอนุญาติให้นำเครื่องหมายมาติดไว้บนเวบไซต์ของตนได้ เพื่อ
สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่ต้องป้อนข้อมูลส่วนตัว แต่สำหรับ SMEsไทย ที่ทำธุรกิจพาณิชย์
อิเล็กทรอนิกส์ ไม่จำเป็นต้องใช้ TRUSTe เพราะเสียค่าใช้จ่ายสูงและไม่คุ้มกับการลงทุน เพียงแต่
เว็บไซต์ของ SMEs จัดทำนโยบายการรักษาความเป็นส่วนตัว อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจ
ให้กับผู้ซื้อ ก็น่าพอเพียงแล้ว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น