วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553

มนุษย์กับความเป็นมา

มนุษย์กับความเป็นมา
1. ความหมายและลักษณะสำคัญของมนุษย์
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของคำว่า “มนุษย์” ไว้ดังนี้ มนุษย์ หมายถึง สัตว์ที่
รู้จักใช้เหตุผล สัตว์ที่มีจิตใจสูง คน ในสาขาวิชาต่างๆ ได้กล่าวถึงมนุษย์ไว้หลายประการ ดังเช่น ในสาขามนุษยศาสตร์ กล่าวถึงมนุษย์ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐหรือสัตว์ที่มีจิตใจสูง ในสาขาสังคมศาสตร์กล่าวถึงมนุษย์ว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และในสาขาวิทยาศาสตร์ ก็จัดว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งในอาณาจักรสัตว์ จากความหมายของมนุษย์ตามที่ปรากฏในพจนานุกรม รวมทั้งการกล่าวถึงมนุษย์ในลักษณะต่างๆ ตามแนวคิดของแต่ละสาขา จะพบว่ามนุษย์กับสัตว์นั้นมีลักษณะบางประการร่วมกันอยู่ และมีลักษณะบางประการแตกต่างกันออกไป



ชาร์ ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) นักปราชญ์ชาวอังกฤษผู้สร้างทฤษฎีวิวัฒนาการ ได้ชี้ให้เห็นลักษณะซึ่งมนุษย์และสัตว์มีอยู่ร่วมกันเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2402 และเป็นที่ยอมรับกันตั้งแต่นั้นมา ลักษณะซึ่งมนุษย์และสัตว์มีอยู่ร่วมกันนั้น คือลักษณะสากลของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เช่นมีความต้องการอาหาร น้ำ อากาศ เพื่อการดำรงชีวิต มีความสามารถในการสืบพันธุ์ ต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งแวดล้อมทั้งทางกายภาพและชีวภาพ เป็นต้น การที่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีลักษณะที่เหมือนๆ กันอยู่ส่วนหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจากสิ่งมีชีวิตทั้งหลายวิวัฒนาการมาจากจุดเริ่มต้นเดียวกัน และเนื่องจากกระบวนการวิวัฒนาการ สิ่งมีชีวิตจึงได้มีการพัฒนาการมาโดยลำดับ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตและขยายพันธุ์สืบต่อๆ กันไป และมีผลทำให้สิ่งมีชีวิตต่างๆ มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป เกิดลักษณะพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด มนุษย์มีลักษณะพิเศษหลายประการที่บรรดาสัตว์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ไม่มี จนทำให้บางคนไม่ยอมรับว่ามนุษย์คือสัตว์ชนิดหนึ่ง ลักษณะพิเศษของมนุษย์ เช่นสามารถกินอาหารได้มากมายหลายประเภท กินได้ทั้งพืชและสัตว์ มีลักษณะลำตัวตั้งตรงกับพื้นโลก เคลื่อนที่ด้วยขาสองขา มีความเฉลียวฉลาด สามารถดัดแปลงสิ่งแวดล้อมมาใช้ประโยชน์ได้ ลักษณะของมนุษย์มีความได้เปรียบกว่าสัตว์ประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะสมองของมนุษย์ที่มีขนาดใหญ่กว่าสัตว์ประเภทอื่นๆ เมื่อเทียบกับขนาดของร่างกาย นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการเปรียบเทียบน้ำหนักของร่างกายกับขนาดของสมองของสัตว์หลายชนิด ผลปรากฏว่าร่างกายของมนุษย์จะมีน้ำหนักมากกว่าน้ำหนักของสมองมนุษย์เองประมาณ 50 เท่าตัว ร่างกายของสุนัขจะมีน้ำหนักมากกว่าสมองของมันประมาณ 110 เท่าตัว ส่วนช้างจะมีน้ำหนักของร่างกายมากกว่าสมองประมาณ 1,000 เท่า ด้วยสมองที่มีขนาดใหญ่และทรงคุณภาพยิ่ง ทำให้มนุษย์มีสติปัญญาในการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิต มีความสามารถในการเรียนรู้ได้อย่างมากมาย รู้จักสร้างภาพหรือสัญลักษณ์ รู้จักสร้างเครื่องมือในการสื่อความหมาย รู้จักใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา มนุษย์สามารถสะสมและถ่ายทอดวัฒนธรรมจากรุ่นหนึ่งไปยังรุ่นต่อๆ ไปได้


2. วิวัฒนาการของมนุษย์

วิวัฒนาการ (evolution) ในทางชีววิทยา หมายถึงการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตทีละเล็กละน้อย จากสิ่งที่มีโครงสร้างหรือองค์ประกอบอย่างง่ายๆ ไปเป็นสิ่งที่มีโครงสร้างหรือองค์ประกอบที่สลับซับซ้อน อย่างค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้สิ่งมีชีวิตนั้นแตกต่างไปจากเดิม นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกอาจวิวัฒนาการมาจากเซลล์เพียงเซลล์เดียว หลังจากสิ่งมีชีวิตแรกเริ่มเกิดขึ้นในโลก สิ่งแวดล้อมได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมตลอดเวลา สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นใหม่ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เกิดการคัดเลือกตามธรรมชาติ (natural selection) จนได้สิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างต่างๆ กัน จากสิ่งมีชีวิตง่ายๆ วิวัฒนาการไปเป็นสิ่งมีชีวิตที่สลับซับซ้อน กลายเป็นพืช สัตว์ และมนุษย์ สิ่งมีชีวิตบางชนิดที่ไม่แข็งแรงและมีลักษณะบางอย่างเฉพาะเกินไปจนไม่สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ ก็จะค่อยๆ ตายและสูญพันธุ์ไป คงเหลือแต่พวกที่สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมได้ และวิวัฒนาการต่อมาเป็นสิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน จึงกล่าวได้ว่าวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์เป็นกระบวนการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตเข้ากับสภาพแวดล้อม
จากการศึกษาซากดึกดำบรรพ์ (fossil) ของสิ่งมีชีวิตแรกที่สุดจนถึงยุคปัจจุบัน ทำให้นักวิทยาศาสตร์สรุปได้ว่ามนุษย์ได้วิวัฒนาการมาจากไพรเมต (Primate คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชั้นสูงมีรูปร่างคล้ายลิง) เมื่อประมาณ 60 ล้านปีมาแล้ว ไพรเมตเป็นสัตว์ที่มี 5 นิ้ว ส่วนใหญ่ดำรงชีวิตและหากินอยู่บนต้นไม้ โดยอาศัยนิ้วมือนิ้วเท้าที่ค่อนข้างยาวเกาะกิ่งไม้ ต่อมาจึงวิวัฒนาการมาเป็นไดรโอพิทธีคัส (Dryopithecus คือบรรพบุรุษร่วมกันระหว่างมนุษย์กับลิง) เมื่อประมาณ 12 - 28 ล้านปีที่ผ่านมา หลังจากนั้นวิวัฒนาการต่อมาเป็นรามาพิทธีคัส (Ramapithecus) เมื่อประมาณ 12 - 14 ล้านปีก่อนปัจจุบัน จากรามาพิทธีคัสจึงได้วิวัฒนาการต่อมาเป็นออสตราโลพิทธีคัส (Australopithecus) และโฮโม ฮาบิลิส (Homo Habilis หมายถึงมนุษย์ผู้ถนัดใช้มือ) เมื่อประมาณ 4 - 5 ล้านปีมาแล้ว จากหลักฐานพบว่าออสตราโลพิทธีคัสและโฮโม ฮาบิลิส กำเนิดขึ้นในช่วงระยะเวลาเดียวกัน แต่โฮโม ฮาบิลิสได้สูญพันธุ์ไปก่อน นักวิทยาศาสตร์จึงมีความเห็นว่า ออสตราโลพิทธีคัส คือบรรพบุรุษของโฮมินิด (Hominid คือ สัตว์ในตระกูลมนุษย์) ในช่วงเวลาต่อมา นั่นก็คือเป็นบรรพบุรุษของโฮโม อีเรคตัส (Homo Erectus หมายถึงมนุษย์ตัวตรง) ซึ่งมีชีวิตอยู่บนโลกเมื่อประมาณ 1,500,000 - 300,000 ปี มาแล้ว จากโฮโม อีเรคตัสได้วิวัฒนาการต่อมาเป็น โฮโม ซาเพียน (Homo sapien) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษโดยตรงของมนุษย์ปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นของโฮโม ซาเพียน ซึ่งวิวัฒนาการมาจาก โฮโม อีเรคตัส เกิดขึ้นมาบนโลกนี้ เมื่อประมาณ 300,000 ปีมาแล้ว โครงกระดูกของ โฮโม ซาเพียน ในยุคแรกๆ พบทั้งในบริเวณทวีปยุโรปและทวีปแอฟริกา แต่ในระยะหลังๆ ค้นพบในบริเวณต่างๆ ทั่วโลก (ยกเว้นทวีปอเมริกา)
โฮโม ซาเพียน ยุคเก่ามีลักษณะแตกต่างจาก โฮโม ซาเพียน ยุคใหม่ โฮโม ซาเพียน ยุคเก่าจะมีลักษณะเชื่อมต่อระหว่างโฮโม อีเรคตัส กับ โฮโม ซาเพียน ส่วนโฮโม ซาเพียน ยุคใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 50,000 ปีมาแล้ว มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ปัจจุบัน โฮโม ซาเพียนยุคใหม่ที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ยุคปัจจุบัน ได้แก่มนุษย์โคร-มายอง (Cro-magnon man) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้พบโครงกระดูกของมนุษย์พวกนี้หลายโครงกระดูกด้วยกันในบริเวณถ้ำที่โคร-มายอง ประเทศฝรั่งเศส โดยทั่วๆ ไปนักวิทยาศาสตร์ส่วนมากมีความโน้มเอียงเชื่อว่ามนุษย์โคร-มายอง เป็นบรรพบุรุษที่แท้จริงของมนุษย์แบบปัจจุบันจากหลักฐานต่างๆ พบว่าที่อยู่อาศัยของมนุษย์โคร-มายองส่วนใหญ่ คือบริเวณถ้ำและกระท่อม หรือที่พักที่ทำด้วยหิน มนุษย์โคร-มายอง รู้จักการล่าสัตว์ เช่น กวาง ม้าป่า รู้จักสร้างเครื่องมือและอาวุธที่ทำด้วยหิน กระดูก และเขากวาง รู้จักการสร้างงานด้านศิลปะ มีการแกะสลักภาพบนแผ่นหินและกระดูกสัตว์ งานศิลปะของมนุษย์โคร-มายอง มีคุณภาพสูงมากจนเป็นที่น่าประหลาดใจ ผลงานทางด้านศิลปะของมนุษย์โคร-มายอง ได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปกรรมชิ้นแรกของมนุษย์ จากหลักฐานต่างๆ ที่พบ นักวิทยาศาสตร์สรุปว่ามนุษย์โคร-มายอง มีความก้าวหน้ากว่ามนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์พวกอื่นๆ ที่กล่าวมาแล้ว
เรื่องราวเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์มิใช่เรื่องที่จะศึกษาให้ได้ความจริงที่ง่ายๆ เพราะเป็นเรื่องของอดีตอันยาวนานมาก แม้จะศึกษาจากซากดึกดำบรรพ์หรือซากกลายเป็นหินของมนุษย์ ก็ยากที่จะค้นพบ และสิ่งที่ค้นพบก็มิใช่จะอยู่ในสภาพที่จะวิเคราะห์เพื่อหาความเป็นมาที่ถูกต้องได้ง่ายๆ อย่างไรก็ตามนักวิชาการต่างๆ ก็ให้ความสนใจในการศึกษาเรื่องนี้มาโดยตลอด ได้มีการขุดค้นซากดึกดำบรรพ์ของมนุษย์ในท้องที่ต่างๆ มีการนำมาศึกษาเรียงลำดับวิวัฒนาการของมนุษย์ ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะได้พบหลักฐานที่สมบูรณ์ขึ้นและได้เรื่องราวที่น่าเชื่อถือได้มากขึ้น
3. ชาติพันธุ์ของมนุษย์

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่า โฮโม ซาเพียนคือบรรพบุรุษของมนุษย์แบบปัจจุบัน ดังนั้นมนุษย์ในปัจจุบันไม่ว่าจะพูดภาษาใด มีรูปร่างหน้าตารวมทั้งลักษณะในทางร่างกายผิดแผกแตกต่างกันมากน้อยเพียงใดก็ตาม ต่างก็สืบเชื้อสายมาจากตระกูลเดียวกันคือตระกูลโฮโม ซาเพียนหรือตระกูลมนุษย์ฉลาด เมื่อมนุษย์สืบเชื้อสายมาจากตระกูลเดียวกันหรือบรรพบุรุษเดียวกันแล้ว เพราะเหตุใดมนุษย์จึงมีลักษณะแตกต่างกันออกไปเป็นพวกใหญ่อย่างเห็นได้ชัด มีสาเหตุประการใดบ้างที่ทำให้ลักษณะของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงนี้มีมาแต่ครั้งใดและมีความเป็นมาอย่างไร ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันไม่สามารถคิดค้นหาคำตอบได้อย่างสมบูรณ์ หลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับมนุษย์ในเรื่องนี้มีอยู่น้อยและมีอยู่อย่างกระจัดกระจาย เกินกว่าที่นักวิทยาศาสตร์จะสามารถรวบรวมนำมาวิเคราะห์และช่วยทำให้ปัญหาเหล่านี้กระจ่างแจ้งขึ้น อย่างไรก็ตามสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดวิวัฒนาการทางชาติพันธุ์ของมนุษย์ประการหนึ่ง น่าจะมาจากสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่แตกต่างกันไปในแต่ละบริเวณ เช่น ลักษณะภูมิอากาศ ลักษณะภูมิประเทศ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น เหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลต่อลักษณะทางกายภาพของมนุษย์ รวมทั้งมีอิทธิพลต่อสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ด้วย โดยทั่วไปนักวิทยาศาสตร์สรุปว่ามนุษย์กลุ่มต่างๆ ที่มีความแตกต่างในชาติพันธุ์นั้นได้เริ่มมีขึ้นเมื่อกว่า 10,000 ปีมาแล้ว
การจำแนกชาติพันธุ์ของมนุษย์ในที่นี้ จะพิจารณาในแง่ความแตกต่างทางกายภาพ โดยเฉพาะทางร่างกายตามหลักชีววิทยาเท่านั้น และจะหมายถึงชาติพันธุ์ใหญ่ของมนุษย์ที่วิวัฒนาการขึ้นมาหลังจากการเป็นโฮโม ซาเพียนแล้ว ลักษณะทางกายภาพที่นำมาใช้เป็นเครื่องกำหนดชาติพันธุ์ได้แก่ สีผิว ลักษณะของนัยน์ตา รูปทรงของร่างกาย เป็นต้น และโดยลักษณะทางกายภาพต่างๆ ของมนุษย์ จึงได้จำแนกชาติพันธุ์ของมนุษย์ออกเป็นพวกใหญ่ๆ 3 พวก คือ
1) พวกคอเคซอยด์ (Caucasoid) หรือพวกผิวขาว (white race) ลักษณะทั่วไปจัดว่ามีรูปร่างตั้งแต่ปานกลาง ถึงสูงใหญ่ มีรูปหน้าเรียวยาว กะโหลกศรีษะยาว จมูกโด่ง มีผมสีน้ำตาลและสีทอง เส้นผมหยักศกบ้าง ตรงบ้าง
2) พวกมองโกลอยด์ (Mongoloid) หรือพวกผิวเหลือง (yellow race) ลักษณะทั่วไปมีรูปร่างสูงใหญ่ขนาดปานกลางจนถึงเตี้ย มีรูปศรีษะกว้าง รูปหน้ากว้าง โหนกแก้มสูง ผิวเหลืองจนถึงเหลืองคล้ำ เส้นผมสีดำ ลักษณะหยาบและเหยียดตรง 3) พวกนิกรอยด์ (Negroid) หรือพวกผิวดำ (black race) ลักษณะทั่วไปมีรูปศรีษะยาว มีกระดูกขากรรไกรยื่น รูจมูกกว้าง คางเล็ก ริมฝีปากยื่น ผิวสีน้ำตาลคล้ำจนถึงดำ เส้นผมหยิกและหยาบ มีรูปร่างตั้งแต่เตี้ยมากจนถึงสูง


เป็นแน่นอนว่าภายใน100ปีข้างหน้า genetic engineeringที่พัฒนาขึ้นมาจากความเข้าใจใหม่ๆเกี่ยวกับmolecular biologyจะต้องถูกนำมาใช้กับมนุษย์อย่างแน่นอน ไม่ว่าคุณจะต้องการให้มันเกิดขึ้นหรือไม่? ผมไม่ได้ปกป้องgenetic engineering หรือเห็นด้วยนะครับแต่ก็คลาดการณ์ว่ายังไงเราก็หนีไม่พ้น genetic engineeringจะอาศัยเทคนิคtransgenesis เพื่อทำให้เกิดการถ่ายทอดยีนและลักษณะที่ยีนนั้นควบคุมอยู่ ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่ๆ (novel)หรือมนุษย์รูปแบบใหม่ๆที่มีลักษณะของปัญญาที่มากขึ้น ฉลาดขึ้น สมองมีขนาดใหญ่ขึ้นซับซ้อนขึ้น แข็งแรงขึ้นและเหมาะสมกับการดำรงชีวิตในโลกใบนี้มากขึ้นแทนการอาศัยกระบวณการวิวัฒนาการทางชีวภาพที่เชื่องช้า(กระบวณการวิวัฒนาการทางชีวภาพดเพิ่มความซับซ้อนของข้อมูลให้กับมนุษย์ประมาณข้อมูล1ชิ้นต่อปีแต่ถึงกระนั้นมันก็มากพอที่จะทำให้เราเป็นเจ้าโลกได้ เราวัดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสังคมมนุษย์จาก1.ปริมาณข้อมูลข่าวสารที่มีมากขึ้นจนไม่มีใครในโลกจะติดตามได้ทัน ประมาณข้อมูล1ล้านชิ้นต่อวินาที หรือหนังสือเล่มหนาๆ2แสนเล่มต่อปี (แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นขยะเหมือนในบอร์ดวิทยาศาสตร์ทางจิตลึกลับนี้ที่ส่วนใหญ่จะมีแต่ขยะ แต่ก็จะมี1ในล้านชิ้นเท่านั้นที่มีประโยชน์จริงๆ) 2.ปริมาณของการบริโภคพลังงานที่มีมากขึ้น)(ถึงแม้ว่าผมเองจะไม่แน่ใจนักว่าการมีปัญญาที่มากขึ้นจะช่วยให้เราอยู่รอดได้จริงๆหรือไม่?)
นอกจากนี้การใช้เทคนิคนี้ยังทำให้เราสามารถที่จะตรวจทานแก้ไขความผิดพลาดจากความบกพร่องทางพันธุกรรม เช่นยีนที่ก่อให้เกิดมะเร็ง เบาหวานได้อีกด้วย
แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องถูกทำให้เกิดขึ้นแน่ๆในอีก100ปีก็คือการกำจัดยีนแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว อันแฝงอยู่ในมนุษย์ทุกคนออกไป ในสมัยอดีตกาลยีนชนิดนี้มันอาจจะช่วยให้เราอยู่รอดมาได้ภายใต้กระบวณการคัดสรรทางธรรมชาติ แต่ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีทางการสงครามของเราพัฒนาไปมาก จนใครสักคนที่มีอำนาจและเหตุผลทางการเมืองเพียงพอ สามารถที่จะใช้มันเพื่อล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ อันเป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่ถูกปลูกฝังมากับยีนที่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวนี้(โดยส่วนตัวผมว่าอาวุธชีวภาพน่ากลัวกว่าอาวุธนิวเคลียส์เพราะคุณไม่สามารถตรวจเจอห้องทดลองทุกห้องบนโลกที่กำลังวิจัยอาวุธชีวภาพได้ และงบที่ใช้ก็น้อยมาเมื่อเทียบกับอาวุธนิวเคลียส์ บางทีห้องข้างคุณอาจจะมีนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องพัฒนามันอยู่ก็ได้ฮิฮิฮิ)มนุษย์ชาติได้เลยที่เดียว นี่ไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใดประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เราเห็นมาแล้ว
นอกจากนี้มนุษย์เรายังสามารถที่จะเลี้ยงดูตัวอ่อนของเราและปล่อยให้มีพัฒนาการภายนอกร่างกายของมารดาได้อย่างแน่นอน
เราจะมาที่อุตสาหกรรมการผลิตrobotกันบ้าง ในStar Trekเราจะพบว่ามีลูกเรือ "ยูเอสเอส เอนเทอร์ไพรซ์"(NCC-1701) คนหนึ่งชื่อเดต้า และเขาเป็นหุ่นแอนดรอยด์ ถึงผมเองจะแน่ใจว่าหุ่นแอนดรอยด์จะสามารถเรียกว่าคนได้หรือเปล่าฮิฮิฮิ

ถ้าในอีก100ปีข้างหน้าหุ่นrobotเป็นไปได้แล้วล่ะก็เราก็อาจจะพบrobotทั้ง2ประเภทนี้คือ
1.พวกfixed robot ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ไปไหนได้ด้วยตัวเอง มีลักษณะเป็นแขนกล สามารถขยับและเคลื่อนไหวได้เฉพาะแต่ละข้อต่อ เท่านั้นและเรานำมันไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม(อันนี้ในอีก100ปีข้างหน้าผมขอพยากรณ์เลยว่ามันจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเราเองประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้างอวัยวะเทียมที่มีลักษณะใกล้เคียงกับอวัยวะของมนุษย์จริงๆ)
2.พวกmobile robot ซึ่งเป็นหุ่นยนต์แอนดรอยด์จริงๆ เพราะมันสามารถเคลื่อนที่ไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเอง โดยการใช้ล้อหรือการใช้ขา แต่หุ่นยนต์ประเภทนี้ปัจจุบันยังเป็นงานวิจัยที่ทำการศึกษาอยู่ภายในห้องทดลอง เพื่อพัฒนาออกมาใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หุ่นยนต์สำรวจดาวอังคารเพราะปัญหาจะอยู่ที่การพัฒนาสมองกลของมัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านไม่จบไม่เป็นไรคับอ่านซักหัวข้อเดี่ยวก็พอ อ่านแล้วใจหายคับ
หาก จะถามคนทั่วๆ ไปว่า โลกเราในอีก 1,000 ปีข้างหน้าจะเป็นเช่นไร คำตอบที่ได้อาจจะบอกว่า 'ไม่ทราบ' เพราะหนึ่งสหัสวรรษนับจากนี้ เป็นช่วงเวลาในอนาคตที่ยาวนานมาก ถ้าจะให้จินตนาการไปสนุกๆ ก็คงทำได้ แต่หากจะให้ตอบโดยอาศัยตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิชาการ คงจะเป็นเรื่องยากอยู่สักหน่อย
หลังจากที่คนทั้งโลกเพิ่งจะผ่าน ช่วงที่น่าตื่นเต้นที่สุด ของการเปลี่ยนแปลงปีคริสต์ศักราช 1999 เข้าสู่ปี 2000 ซึ่งถือเป็นสหัสวรรษใหม่ได้ไม่ถึงเดือน ศาสตราจารย์เอียน แองเจล แห่งลอนดอน สคูล ออฟ อีคอนอมิคส์ ซึ่งกำลังจะมีผลงานหนังสือ ชื่อ The New Barbarian Manifesto ซึ่งทำนายเกี่ยวกับอนาคต ออกวางจำหน่ายในเร็ววันนี้ ได้มองไปถึงโลกในอีก 1,000 ปีข้างหน้า

แองเจล มองว่า อีก 1,000 ปี คงจะไม่มีมนุษย์หลงเหลืออยู่ บนโลกอันแสนโสภาใบนี้แล้ว เพราะกว่าจะถึงตอนนั้น โลกของเราก็จะมีมนุษย์มากเกินไปและจะต้องประสบกับ สภาวะขาดแคลนอาหาร เพราะมนุษย์ในอนาคต ได้บริโภคอาหารที่เป็นพวกเมล็ดพืชและพืชสีเขียวจนหมดเสียแล้ว

ขณะ เดียวกัน ศูนย์อุตุนิยมวิทยาของอังกฤษได้ทำนายว่า ในช่วงปี ค.ศ.3000 ข้างหน้า โลกของเราจะไม่มีสถานที่ ให้สิ่งมีชีวิตอยู่อาศัยเสียแล้ว การคาดการณ์นี้เกิดขึ้นจากสมมติฐานว่า หากยังคงมีการใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงในปริมาณเท่ากับปัจจุบัน อุณหภูมิของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นในตอนนี้ อาจจะทำให้โลกของเรา มีอากาศร้อนเพิ่มเป็นสองเท่าในอีก 1,000 ปีข้างหน้าก็เป็นได้

จีออ ฟ เจนกินส์ หัวหน้าศูนย์อุตุนิยมวิทยาของอังกฤษ ที่แฮดลีย์ กล่าวว่า หากเกิดเหตุการณ์ดังว่าจริง ผืนน้ำแข็งทางบริเวณตะวันตก ของทวีปแอนตาร์คติกจะละลาย ทำให้ระดับน้ำทะเลสูง เพิ่มขึ้นอีก 5 เมตร และทำให้หลายประเทศต้องจมอยู่ใต้น้ำ

เจนกินส์ ยังบอกต่อด้วยว่า มนุษย์เราเป็นต้นเหตุที่ทำให้ สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างชนิดเยียวยาได้ยาก ในอนาคต หลายประเทศคงจะต้องหาทางปรับเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอด หรือหากทำได้อาจจะต้องถึงขั้นหาที่ตั้งประเทศกันใหม่เลยทีเดียว

อย่าง ไรก็ตาม เมื่อถึงวันเริ่มต้นศตวรรษที่สาม หลังการถือกำเนิดของพระเยซู ซึ่งจะเริ่มอย่างแท้จริง ในวันที่ 1 มกราคม 2001 คำทำนายทุกอย่างจะกลายเป็นจริงหรือไม่ ยังเป็นแค่ 'คำพยากรณ์' เท่านั้น เพราะบางอย่างอาจจะไม่เลวร้าย อย่างที่คิดกันไว้ก็ได้

บางครั้ง สิ่งที่เราเชื่อเราคิดกันอยู่ก็เป็นเรื่องของการตามกระแส ดูอย่างตามแนวคิดซึ่งเป็นที่นิยมกันแพร่หลายในช่วงอายุคนที่ผ่านมา อาทิเช่น ความเชื่อว่าในอนาคตจะเกิดสังคมอุดมคติขึ้น หรืออาจจะเกิดมนุษย์สายพันธุ์พิเศษผู้มากล้นความเก่งกาจ และสามารถไปเสียทุกเรื่องที่เรียกกันว่า ซูเปอร์ ฮิวแมน แต่มาถึงวันนี้ ความเชื่อในเรื่องนี้ดูจะลดน้อยถอยลงมาก จนแทบจะสูญพันธุ์ ถ้าพูดถึงสังคมอุดมคติหรือยูโธเปียในขณะนี้ จะมีสักกี่คนที่คิดว่าจะมีโอกาสเป็นจริงได้

ฮามิช แม็คแร นักเขียนด้านการเงิน และยังเขียนหนังสือขายดีประจำปี 2538 ที่มีชื่อว่า The World in 2020 บอกว่า เขาไม่สามารถทำนายได้หรอกว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ในอีก 1,000 ปีข้างหน้า แต่สิ่งเดียวที่สามารถพูดได้ในตอนนี้ก็คือ มนุษย์เราจะยังคงมีสมองแบบเดียวกับปัจจุบันนี้

"ยุคนี้คนเราก็มี มันสมองในระดับเดียวกับคนในยุคโรมัน ซึ่งมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เมื่อ 2000 ปีก่อน ดังนั้น ในปี 3000 คนเราก็อาจจะแค่สูงขึ้นนิดหน่อย หรือผอมลงไปบ้าง หรืออาจจะอ้วนขึ้น แต่โดยพื้นฐานแล้ว เชื่อว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์อย่างในปัจจุบันนี่แหละ" แม็คแร กล่าว

ขณะ ที่สมาคมอนาคตของโลก ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในสหรัฐ ทำนายว่า ในอีก 100 ปีข้างหน้า โลกของเราจะมีคนชรามากขึ้น มีภาษาใช้น้อยลง, มีแหล่งน้ำน้อยลงและมีแมลงมากขึ้น ในเวลาเดียวกันจะมีคนเป็นหมันมากขึ้นด้วย แต่มนุษย์เรา จะมีเครื่องไม้เครื่องมือทางชีวภาพที่มีลักษณะคล้ายกับนาฬิกาข้อมือ ซึ่งจะบันทึกข้อมูลทางสุขภาพทุกอย่างของผู้สวมใส่

ในด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แม็คแร มีความคิดว่า อินเทอร์เน็ตจะสามารถให้บริการเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของผู้คนทั่วไปได้

ส่วน เอียน แพร์สัน แห่งบริทิช เทเลคอม ได้ทำนายการอนาคตไว้ว่า จะมีเครื่องประดิษฐ์ใหม่ๆ ออกมามากมาย อาทิ เช่น คอนแท็คเลนส์ที่มีการทำงานเหมือนเครื่องเทเลพร็อมพ์เตอร์ ชนิดหนึ่ง อาทิเช่น จะสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับเพื่อนเก่า ที่คุณอยากจะทักแต่จำชื่อไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอนาคต อาจจะทำให้บรรดาพ่อครัว-แม่ครัว หรือผู้ที่ชอบตุนอาหารไว้ รับประทานในตู้เย็น อาจจะต้องมีเรื่องชวนให้หงุดหงิดใจมากขึ้น เพราะอาจจะมีตู้เย็นชนิดพิเศษที่จะช่วยดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย ของผู้ใช้ไม่ให้อ้วนเกินไป ด้วยการตั้งเวลาล็อกฝาตู้ แถมยังมีกล้องวิดีโอคอยจับภาพว่า ใครหยิบอะไรออกไปจากตู้บ้าง ที่ร้ายก็คือ อาจจะมีเตาไมโครเวฟที่ไม่ยอมทำงาน หากมีการใส่อาหารที่มีปริมาณแคลอรีสูงเกินไปใส่เข้าไปในเครื่อง

แอ งเจล ได้ทำนายว่า ตราบที่ยังมีมนุษย์อยู่บนโลกใบนี้ ช่องว่างระหว่างความร่ำรวยและความยากจน ก็จะยิ่งหนีห่างออกจากกันไปทุกที ประเทศที่มีรัฐบาล ซึ่งสนับสนุนให้ประชาชนร่ำรวย และให้พวกเขากระตือรือร้น ในการทำมาหากินสร้างความร่ำรวย จะเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จ และศูนย์กลางความเจริญ และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นในบางส่วนของสหรัฐ ขณะที่ส่วนใหญ่ของโลกจะตกอยู่ในสภาวะไร้สิ้นความหวัง แต่ในส่วนที่เป็นศูนย์กลางความเจริญแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะยอดเยี่ยม

ใน ขณะที่ วิลเลียม รีส์ ม็อกก์ คอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ไทมส์ อังกฤษ ได้ทำนายอนาคตในชั่ว 1 อายุคน ในลักษณะที่ตรงกันข้ามว่า โลกของเราน่าจะมีชนชั้นกลางมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย และยูโร-อเมริกา ส่วนแม็คแรได้ทำนายในสิ่งที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นว่า เงินยูโร ซึ่งกำลังจะเป็นเงินสกุลเดียวของยุโรปในอนาคต จะถูกเลิกใช้ภายในเวลา 10 ปี และในเวลา 25 ปี รัสเซียจะฟื้นตัวจากการตกต่ำ

โดยทั่วๆ ไปแล้ว อนาคตของโลกจะมีความเจริญเฟื่องฟู แต่หากสหรัฐไม่สามารถเป็นผู้รักษาความสงบของโลกได้อีกต่อไปแล้วละก็... อาจจะเกิดสิ่งที่เลวร้ายขึ้นได้ในชั่วอายุคนถัดไปหลังปี 2020 นอกจากนี้ แม็คแรยังได้เตือนผู้ที่ทำนายอนาคตของโลก ในระยะเวลาเพียงชั่วอายุคนว่า ควรจะดูพื้นฐานความเป็นจริง ในสภาพปัจจุบันด้วย ช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี หลายสิ่งหลายอย่าง ก็คงจะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เรายังคงมีชีวิตอยู่ในบ้านแบบเดิมๆ, รับประทานอาหารเดิมๆ และยังคงมีโทรทัศน์ดูอยู่เช่นเดิม

ในช่วงเวลาเพียง 1 ชั่วอายุคน สิ่งต่างๆ จะยังไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนักหรอก... แต่ในอีก 1,000 ปีข้างหน้าล่ะก็ไม่แน่เหมือนกัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น